
เมื่อเทคโนโลยีก้าวเข้าสู่วงการสถาปัตยกรรม
ผนังก่ออิฐถือปูนที่เป็นวัสดุหลักในอดีตก็มี ‘ผนังเบา’ ก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญ
ผนังเบา คือ ผนังโครงเบาจากการติดตั้งแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์หรือสมาร์ทบอร์ดเข้ากับโครงคร่าว สามารถใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอกเช่นเดียวกับผนังอิฐ โดยจุดเด่นของผนังเบาอยู่ที่น้ำหนักเบากว่าผนังอิฐ 6 เท่าทำให้ลดภาระแบกรับน้ำหนักของโครงสร้างหลัก และใช้ข้อดีที่เหนือชั้นของแผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์เพื่อเสริมความแกร่งให้ผนัง ทั้งเนื้อเหนียว ยืดหยุ่นดี ดัดโค้งง่าย เจาะสว่านได้ไม่แตกร้าว ทนน้ำ ทนชื้น ทนต่อแรงกระแทก ไม่ลามไฟ รวมถึงหมดปัญหาเรื่องปลวกและแมลง
เมื่อภาพจำของความแข็งแกร่งคือความหนักแน่นของอิฐ ผนังเบาที่ใช้เพียงแผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์ติดกับโครงคร่าวเหล็กหรือไม้จึงท้าทายความเชื่อเดิมและขอพิสูจน์จุดต่อจุดว่า แท้จริงแล้วผนังเบาสามารถใช้แทนผนังอิฐได้จริงหรือไม่
ผนังเบากับการรับน้ำหนัก:
รับน้ำหนักได้มากกว่าผนังอิฐ เพียงเลือกตัวยึดให้เหมาะสม
ความแข็งแกร่งของผนังก่ออิฐทำให้ผู้คนเชื่อว่าจะรับน้ำหนักของที่แขวนได้ดี แท้จริงแล้วผนังอิฐรับน้ำหนักได้เพียง 30 กิโลกรัมต่อจุด (โดยประมาณ) ซึ่งหากเทียบกับผนังเบาที่ใช้แผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์หนา 8 มิลลิเมตรควบคู่กับพุกพลาสติกผีเสื้อ (เบอร์ PT-13) และตะปูเกลียว ผนังเบาจะสามารถรับน้ำหนักสูงสุด 80 กิโลกรัมต่อจุด
อีกข้อดีของผนังเบาคือการคำนวณจุดรับน้ำหนักได้อย่างแม่นยำ เพราะแผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์และโครงคร่าวมีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ผลิตในรูปแบบอุตสาหกรรมทำให้แต่ละแผ่นมีคุณภาพเดียวกัน ต่างจากคุณภาพของผนังก่ออิฐที่ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและความชำนาญของช่างแต่ละราย ทำให้การคำนวณการรับน้ำหนักคลาดเคลื่อนได้
หากไม่เสริมพุกผีเสื้อและตะปูเกลียว ผนังเบาจะสามารถรับน้ำหนักสิ่งของที่แขวนได้จุดละประมาณ 3 – 4 กิโลกรัม ซึ่งสามารถแขวนนาฬิกา กรอบรูป และของน้ำหนักเบาได้ โดยควรเลือกแผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์ที่มีเนื้อเหนียวแข็งแกร่ง ยืดหยุ่นดี เจาะและตอกได้โดยไม่แตกร้าว และผิวเรียบเนียนให้ผนังสวยน่ามอง

ผนังเบากับการกันความร้อน:
ผนังเบานำความร้อนต่ำ บ้านผนังเบาจึงเย็นอยู่สบายกว่าผนังก่ออิฐ
เมื่อผนังบ้านคือปราการป้องกันความร้อนด่านแรกของบ้าน ผนังอิฐมอญขึ้นชื่อเรื่องการสะสมความร้อนตามคุณสมบัติของวัสดุทำให้บ้านร้อนในตอนกลางวัน โดยปกติช่างจะก่อผนังอิฐสองชั้น เว้นช่องอากาศไว้ตรงกลางเพื่อเก็บกักความร้อนที่อิฐมอญดูดซับเข้ามาเพื่อแก้ไขปัญหาการนำความร้อน แต่นั่นต้องแลกมากับพื้นที่ใช้สอยของบ้านที่สูญเสียไปสำหรับการก่อกำแพง น้ำหนักของโครงสร้างที่เพิ่มขึ้น และมีค่าใช้จ่ายสูง
แผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์ขึ้นชื่อเรื่องการนำความร้อนต่ำ จึงแทบไม่ถ่ายทอดความร้อนจากภายนอกสู่ภายในตัวบ้าน ผนังโครงเบาที่ใช้แผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์จึงกันความร้อนได้ดีกว่าผนังอิฐ ไม่จำเป็นต้องก่อนผนังสองชั้น และหากต้องการกันความร้อนได้ดียิ่งขึ้นสามารถพิจารณาติดตั้งฉนวนกันความร้อนได้ โดยฉนวนกันความร้อนจะช่วยรักษาระดับอุณหภูมิภายในบ้านให้คงที่ สามารถประหยัดค่าไฟเมื่อต้องการทำความเย็นในพื้นที่ได้ไนระยะยาว

ผนังเบากับการทนความชื้น:
นวัตกรรมล้ำกว่า ผนังเบาจึงกันความชื้นได้ดีกว่า
อิฐมอญเป็นวัสดุที่มีรูพรุนสูง ทำให้มีการดูดซึมน้ำได้ง่ายและอาจซึมเข้าตัวบ้าน การเลือกใช้ผนังก่ออิฐจึงต้องฉาบปูนทับผนังภายนอกเพื่อปิดผนึกรูพรุนให้ได้มากที่สุด ซึ่งใช้ระยะเวลาในการติดตั้งนานกว่าและมีค่าใช้จ่ายมากกว่าผนังโครงเบา
ผนังเบาใช้แผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์ที่มีคุณสมบัติทนน้ำและทนความชื้นได้ดี ผลิตจากส่วนผสมระหว่างปูนซีเมนต์พอร์ตแลนด์ เส้นใยเซลลูโลส ทรายซิลิกา และน้ำโดยไม่ผสมใยหิน ทำให้แผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์นั้นทนทานแข็งแกร่ง สามารถสัมผัสน้ำและความชื้นได้โดยที่เนื้อไม่เปื่อยยุ่ย
โดยทั่วไป ช่างจะปิดผิวแผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์เพื่อความสวยงามด้วยการทาสีรองพื้นก่อน 1 ชั้น แล้วทาทับด้วยสีจริงอีกอย่างน้อย 2 ชั้นซึ่งเป็นการเสริมประสิทธิภาพคุณสมบัติทนน้ำและความชื้นของผนังโครงเบา และยังเป็นการยืดอายุการใช้งานไปในตัวอีกด้วย

ผนังเบากับการทนไฟ:
บุฉนวนก็ทนไฟได้นานกว่าในความบางที่เหนือกว่า
อิฐถือว่าเป็นวัสดุทนไฟ ผนังก่ออิฐจึงอาจชนะขาดในเรื่องการทนไฟ แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีฉนวนกันไฟให้เลือกใช้ ผนังเบาจึงกันไฟได้ไม่ต่างจากผนังอิฐ และยังโดดเด่นด้วยความบางเฉียบ ไม่เพิ่มภาระให้โครงสร้างบ้านและไม่เสียพื้นที่ใช้สอยของบ้านไป
สำหรับการทนไฟประมาณ 1 ชั่วโมง ช่างต้องก่อผนังก่ออิฐครึ่งแผ่น (เรียงอิฐแถวเดียวกว้างและสูง) จะหนาประมาณ 10 เซนติเมตร เทียบกับผนังโครงเบาที่ก่อด้วยแผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์หนา 12 มิลลิเมตรด้านละ 2 แผ่นประกบกัน เว้นตรงกลางไว้ติดตั้งฉนวนกันร้อนทนอุณหภูมิสูงก็สามารถกันไฟได้ถึง 100 นาทีในความบางเฉียบเพียงครึ่งหนึ่งของผนังก่ออิฐ
หากเพิ่มเวลาทนไฟเป็นประมาณ 2 ชั่วโมง ผนังก่ออิฐฉาบปูนเพียงครึ่งแผ่นจะไม่สามารถทนไฟได้ จำเป็นต้องก่อผนังอิฐเต็มแผ่นซึ่งจะหนาประมาณ 15 – 20 เซนติเมตร ในขณะที่ผนังโครงเบาสามารถใช้แผ่นสมาร์ทบอร์ดจำนวนเท่าเดิมในความหนาเท่าเดิม เปลี่ยนฉนวนกันร้อนเป็นฉนวนกันไฟก็สามารถทนไฟได้นานถึง 150 นาทีหรือ 2 ชั่วโมงครึ่งเลยทีเดียว
ทั้งผนังก่ออิฐและผนังเบาสามารถทนไฟได้ในระดับที่ใกล้เคียงกัน ผนังอิฐโดดเด่นเรื่องความหนาและคุณสมบัติที่กันไฟในตัวเอง ส่วนผนังเบานั้นชนะขนาดเรื่องความบาง ประหยัดพื้นที่ใช้สอย และลดภาระน้ำหนักต่อโครงสร้างหลัก ผนวกกับเทคโนโลยีของฉนวนกันความร้อนที่เสริมประสิทธิภาพให้ผนังเบาสามารถทนไฟได้เหนือกว่าผนังก่ออิฐ

ผนังเบากับเสียงรบกวน:
เงียบสงบใกล้เคียงกันแต่บางกว่า
การกันเสียงรบกวนถือเป็นปัจจัยลำดับต้นๆ ของการเลือกผนังบ้าน มีหน่วยวัดเป็น Sound Transmission Class (STC) โดยทั่วไปควรมีค่าอยู่ระหว่าง 38 – 40 STC
มีงานศึกษาเผยว่า ผนังก่ออิฐครึ่งแผ่นฉาบปูนทั้งสองด้านมีความหนารวมประมาณ 10 เซนติเมตรจะสามารถกันเสียงได้ 38 STC ในขณะที่ผนังเบาที่ใช้แผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์ความหนา 8 มิลลิเมตรติดกับโครงคร่าวด้านละ 1 แผ่นจะกันเสียงได้ประมาณ 39 STC ซึ่งใกล้เคียงกับผนังก่ออิฐในความหนาเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น
นอกจากนี้ ผนังเบาที่ใช้แผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์ติดกับโครงคร่าวยังสามารถถอดรื้อได้ และนำแผ่นสมาร์ทบอร์ดไปติดตั้งใหม่ได้ จึงเป็นส่วนช่วยเล็กๆ ในการลดใช้ทรัพยากรและสนับสนุนสถาปัตยกรรมที่ยั่งยืน
เมื่อเทียบระหว่างผนังก่ออิฐและผนังโครงเบาที่ใช้แผ่นสมาร์ทบอร์ดไฟเบอร์ซีเมนต์กันจุดต่อจุดแล้ว ผนังโครงเบาเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดภาระน้ำหนักโครงสร้างของผนัง เพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน และยังมีคุณสมบัติที่แกร่งทนทานไม่แพ้ผนังอิฐ เพียงเลือกใช้ความหนาให้เหมาะสมพร้อมอุปกรณ์ตัวช่วย เช่น พุกพลาสติกผีเสื้อ ตะปูเกลียว ฉนวนกันความร้อนสูง และฉนวนทนไฟ เท่านี้ผนังโครงเบาก็เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับบ้านโมเดิร์นที่ใช้แทนผนังก่ออิฐได้อย่างหมดข้อกังขา